Author: hailinh8386

  • ชาวเน็ตแนะ “นาย ณภัทร” ไม่ควรรีเทิร์น “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” เชียร์หาคนเข้ากับครอบครัวได้ “ปฏิกิริยาที่ทำให้ช็อกของนักแสดงชาย ‘แม่ของผมสนับสนุนการตัดสินใจทุกอย่างของผมเสมอ’”

    ชาวเน็ตแนะ “นาย ณภัทร” ไม่ควรรีเทิร์น “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” เชียร์หาคนเข้ากับครอบครัวได้ “ปฏิกิริยาที่ทำให้ช็อกของนักแสดงชาย ‘แม่ของผมสนับสนุนการตัดสินใจทุกอย่างของผมเสมอ’”

    “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” นอกจากจะมาพร้อมกับต้นทุนชีวิตที่ดีเยี่ยมจากคุณแม่นักแสดงมากฝีมืออย่าง “หมู พิมพ์ผกา” แล้ว ตัวตนของเขายังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหา ทั้งในบทบาทของนักแสดง นักร้อง และนายแบบ ทว่าในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงแค่ผลงานที่ถูกพูดถึง แต่เรื่องราวความรักของเขากับนักแสดงสาวมากความสามารถ “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” กลับเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งคู่เคยเป็นคู่รักในอุดมคติของใครหลายคน ก่อนที่จะตัดสินใจยุติความสัมพันธ์และกลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้แฟนๆ หลายคนรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สถานะของพวกเขาเปลี่ยนไป นาย ณภัทร ได้ออกมาเปิดใจว่าชีวิตโสดในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกมีความสุขและได้ใช้เวลาในการดูแลตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่ เขาพยายามทำความเข้าใจกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นและยอมรับความจริงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้หลายคนชื่นชมในความเป็นผู้ใหญ่และความเข้มแข็งของเขา

    จากปากแม่หมู นาย-ใบเฟิร์น ตอนคบก็ปล่อย ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องของ

    แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมในพลังบวกและทัศนคติที่ยอดเยี่ยมของเขา กลับมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นที่สร้างความตกตะลึงให้กับแฟนคลับและชาวเน็ตอย่างไม่คาดคิด เรื่องราวเริ่มต้นจากคลิปวิดีโอสั้นๆ บนช่อง YouTube ของ นาย ณภัทร ที่เขาโพสต์เพื่อแบ่งปันช่วงเวลาสบายๆ ในชีวิตประจำวันกับการดูแลบ้านหลังใหม่ที่กำลังสร้าง เขาปรากฏตัวในคลิปด้วยลุคที่ผ่อนคลายในบรรยากาศของสวนที่ร่มรื่น แต่ใครจะคิดว่าคลิปที่ดูไม่มีพิษภัยนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดราม่าร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีคอมเมนต์หนึ่งที่พุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ของเขากับอดีตคนรักอย่าง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่ผู้คนพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

    ความสุขที่สวนหน้าบ้าน: ต้นตอของดราม่า

    คลิปวิดีโอที่ นาย ณภัทร โพสต์นั้น เป็นภาพของเขาที่กำลังสวมเสื้อยืดสีขาวธรรมดาๆ สวมหมวกแก๊ป และกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ในสวนหน้าบ้านหลังใหม่ที่กำลังปลูกสร้าง เขาดูมีความสุขกับการปลูกต้นไม้และจัดแต่งสวนด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนถึงชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติของเขาได้อย่างชัดเจน คลิปนี้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็วและได้รับความสนใจจากแฟนๆ เป็นอย่างมาก หลายคนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมในความน่ารักและความเป็นกันเองของเขา แต่ท่ามกลางคอมเมนต์เชิงบวกเหล่านั้น กลับมีคอมเมนต์หนึ่งที่สะดุดตาและสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน คอมเมนต์นี้เขียนโดยชาวเน็ตรายหนึ่งที่กล่าวเตือน นาย ณภัทร อย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ต้องกลับไปคืนดีกับ ใบเฟิร์น แล้วนะ” พร้อมให้เหตุผลว่า “หาคนนอกวงการดีกว่า” โดยอ้างว่าคนนอกวงการมีวิถีชีวิตที่เข้ากันได้ดีกับเขามากกว่า และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของคนในครอบครัว ซึ่งเป็นคอมเมนต์ที่สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนคลับของ ใบเฟิร์น เป็นอย่างมาก

    การออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้สร้างความรู้สึกที่หลากหลายให้กับผู้ที่ได้เห็น บางคนรู้สึกว่าเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของ นาย ณภัทร มากเกินไป ขณะที่บางคนกลับมองว่าเป็นการแสดงความห่วงใยในฐานะแฟนคลับที่อยากเห็นเขามีความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นด้วยเจตนาใด คอมเมนต์นี้ก็จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างหนักหน่วงในโลกโซเชียลจนกลายเป็นกระแสร้อนแรง

    สองฝ่าย สองความเห็น: การปกป้อง “ใบเฟิร์น” และความหวังดีจากแฟนๆ

    หลังจากที่คอมเมนต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ผู้คนจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งในทันที แฟนคลับของ ใบเฟิร์น ออกมาปกป้องเธออย่างดุเดือด โดยชี้ให้เห็นว่า ใบเฟิร์น เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี มีความเข้าอกเข้าใจ และมีบุคลิกที่เข้ากันได้ดีกับทั้ง นาย ณภัทร และคุณแม่หมู พิมพ์ผกา ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสามคนนั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มต้น แต่พวกเขารู้จักและสนิทสนมกันมานานกว่า 5 ปีแล้ว นอกจากนี้ แฟนๆ ยังยกประเด็นที่ว่า ใบเฟิร์น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและออกแบบบ้านหลังใหม่ของ นาย ณภัทร ตั้งแต่ต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผูกพันและสายใยที่ลึกซึ้งที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในฐานะคู่รักเท่านั้น

    ชาวเน็ตแนะ "นาย ณภัทร" ไม่ควรรีเทิร์น "ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก"  เชียร์หาคนเข้ากับครอบครัวได้

    ยิ่งไปกว่านั้น แฟนๆ ยังขุดคุ้ยคลิปเก่าๆ ของ ใบเฟิร์น ที่เธอเคยโพสต์ในช่อง ส่วนตัว ซึ่งเป็นคลิปที่เธอลงมือจัดสวนและตกแต่งต้นไม้ด้วยตัวเองอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเธอก็เป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกับ นาย ณภัทร อย่างที่หลายคนไม่คาดคิดมาก่อน การที่เธอสามารถทำกิจกรรมที่คล้ายคลึงกันได้ แสดงให้เห็นว่าหากทั้งคู่กลับมาคืนดีกัน พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกวงการบันเทิงก็ตาม

    บทสรุปที่เปิดกว้าง: ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน

    ในท้ายที่สุด เรื่องราวนี้ไม่ได้มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าใครถูกใครผิด เพราะความรักเป็นเรื่องของคนสองคน และคงไม่มีใครที่จะเข้าใจและตัดสินใจได้ดีไปกว่า นาย ณภัทร และ ใบเฟิร์น เอง อย่างไรก็ตาม เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของแฟนคลับที่หลากหลาย บางคนยังคงมีความหวังที่จะเห็นทั้งคู่กลับมาคืนดีกันอีกครั้ง เพราะพวกเขาคือคู่ขวัญที่เหมาะสมกันอย่างไม่มีใครเทียบได้ ขณะที่บางส่วนก็ต้องการให้นายได้ลองเปิดใจและพบเจอคนใหม่ๆ เพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต

    สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เรื่องราวนี้ทิ้งไว้ให้เราทุกคนคิดคือการเคารพในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักแสดงและบุคคลสาธารณะ แม้ว่าเราจะรักและชื่นชอบพวกเขามากเพียงใด แต่การแสดงความคิดเห็นที่ก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวมากเกินไปก็อาจสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีให้กับพวกเขาก็เป็นได้ ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทุกคนควรทำคือการสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ นาย ณภัทร และ ใบเฟิร์น ได้ใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาเลือกและมีความสุขกับเส้นทางที่ตัวเองตัดสินใจไป ไม่ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นเช่นไร เราก็ควรจะเคารพในการตัดสินใจของพวกเขาและปล่อยให้เรื่องราวความรักของพวกเขาดำเนินไปในแบบที่มันควรจะเป็น เพราะความสุขของคนที่เราชื่นชอบนั้นสำคัญกว่าความต้องการของตัวเราเองเสมอ

    บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ต้องการให้ทุกคนได้เห็นถึงเบื้องหลังของคลิปวิดีโอที่ดูธรรมดาๆ ซึ่งสามารถจุดประกายประเด็นที่น่าสนใจและทำให้เราได้ทบทวนถึงการแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียล และเรื่องราวความรักของบุคคลสาธารณะที่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับทุกคนที่ท่องโลกออนไลน์ในยุคนี้

  • “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” ไม่ติดร่วมงาน “นาย ณภัทร” หลังถูกเชียร์เล่น “แรงเงา” คู่กัน! พูดถึงเรื่องเก่าที่ทำให้ตกใจ

    “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” ไม่ติดร่วมงาน “นาย ณภัทร” หลังถูกเชียร์เล่น “แรงเงา” คู่กัน! พูดถึงเรื่องเก่าที่ทำให้ตกใจ

    ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าท่วมท้นบนโลกออนไลน์ มีบางครั้งที่เรื่องราวธรรมดาๆ สามารถพลิกผันจนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงดูดสายตาผู้คนนับล้านได้ในชั่วข้ามคืน และเรื่องราวของช่างก่อสร้างคนนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น จากวิดีโอสั้นๆ ความยาวไม่กี่วินาทีบน YouTube Shorts ที่ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไร แต่กลับซ่อน “ความลับ” ที่ทำให้ผู้ที่ชมต้องตกตะลึงและตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาเห็น กลายเป็นบทสนทนาที่แพร่สะพัดไปทั่วทุกแพลตฟอร์ม

    จุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิด วิดีโอเริ่มต้นด้วยภาพที่น่าหวาดเสียว: ชายคนหนึ่งในชุดทำงานและหมวกนิรภัยสีขาว กำลังทำงานอยู่บนขอบตึกสูงอย่างน่าหวาดเสียว มุมกล้องที่จับภาพจากระยะไกลทำให้เราเห็นเพียงเงาของเขาที่กำลังก้มๆ เงยๆ ทำงานอย่างขะมักเขม้น ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็หยุดยืนมองด้วยความสนใจ หลายคนอาจจะนึกสงสารในความยากลำบากของอาชีพนี้ หรือบางคนก็อาจจะชื่นชมในความกล้าหาญที่ต้องทำงานท้าทายความตายเช่นนี้ ภาพที่ถูกนำเสนอสร้างความเข้าใจผิดได้อย่างแนบเนียน และด้วยความที่มันเป็นคลิปสั้นๆ ทำให้เรามีเวลาไม่มากที่จะคิดวิเคราะห์ เราจึงปักใจเชื่อไปโดยทันทีว่านี่คือช่างก่อสร้างที่กำลังทำงานอยู่บนขอบตึกสูงระฟ้า

    ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก เคลียร์ชัด ภาพหวาน 'นาย ณภัทร' ที่อิตาลี  และโอกาสขยับความสัมพันธ์

    ความตื่นเต้นและความสงสัย เมื่อวิดีโอดำเนินไป ความตื่นเต้นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ผู้คนในคลิปเริ่มเข้าใกล้ชายคนนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะเข้าไปสอบถามหรือให้กำลังใจ และในที่สุดเมื่อมุมกล้องเปลี่ยน เราก็ได้เห็นภาพที่ใกล้ขึ้นและชัดเจนขึ้น และนั่นคือจุดหักมุมที่ทำให้ผู้ชมทุกคนต้องอ้าปากค้าง ชายคนนั้นไม่ได้กำลังก่อสร้างตึกสูง ไม่ได้กำลังทำงานเสี่ยงอันตรายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่เขากำลังยืนอยู่บน “พื้น” ที่ระดับสายตาของคนทั่วไป และสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือก็ไม่ใช่เครื่องมือก่อสร้าง แต่เป็นเพียงอุปกรณ์ทำความสะอาดกระจก!

    การเปิดเผยและเสียงหัวเราะ ความจริงที่เปิดเผยออกมาทำให้เรื่องราวทั้งหมดกลายเป็นเรื่องตลกขบขันที่เล่นกับความรู้สึกของผู้ชมอย่างชาญฉลาด ชายคนนั้นคือคนทำความสะอาดกระจกที่กำลังเล่นมายากลกับมุมกล้องและมุมมองของผู้คนบนท้องถนน เขาสร้างภาพลวงตาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนหลอกให้คนทั้งคลิปและผู้ชมทางบ้านเชื่อได้อย่างสนิทใจ และเมื่อความจริงถูกเปิดเผย ผู้คนที่อยู่รอบข้างก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความโล่งใจและทึ่งในความฉลาดแกมโกงของเขา

    บทเรียนจากภาพลวงตา เรื่องราวนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการมองเห็นด้วยตาเปล่าไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจทุกอย่างเสมอไป โลกของวิดีโอและโซเชียลมีเดียมีพลังมหาศาลในการบิดเบือนความจริง การใช้มุมกล้อง การตัดต่อ และการเล่าเรื่องสามารถสร้างความเข้าใจผิดได้อย่างแนบเนียน และทำให้เราตัดสินใจหรือปักใจเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เรื่องราวของช่างทำความสะอาดกระจกคนนี้คือเครื่องเตือนใจที่ยอดเยี่ยมว่าเราควรใช้ความระมัดระวังในการรับข้อมูล และควรตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็นก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ

    ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” ยังไร้แพลนวันเกิด ไม่ติดร่วมงาน “นาย ณภัทร” | iNN  Entertainment - YouTube

    ผลกระทบทางสังคม วิดีโอสั้นๆ นี้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์ ผู้คนต่างแบ่งปันและพูดคุยถึงความประหลาดใจที่พวกเขาได้รับ หลายคนยอมรับว่าพวกเขาเองก็ถูกหลอกเช่นกัน บางคนก็ใช้เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจเรื่องการใช้ชีวิตและมุมมองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ หันมาใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำวิดีโอสั้นๆ เพื่อสร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับผู้คน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพลังบวกที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวเล็กๆ นี้

    สรุป ในยุคที่เต็มไปด้วยเรื่องเครียดๆ เรื่องราวของช่างทำความสะอาดกระจกคนนี้คือหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เรายิ้มได้ มันเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความฉลาดของมนุษย์ในการสร้างความบันเทิง และยังเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคนที่ท่องโลกโซเชียลมีเดียว่า “อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น” และในท้ายที่สุด วิดีโอนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลวงตา แต่มันคือเรื่องของความสามารถในการมองโลกในมุมที่แตกต่าง และการสร้างความสุขจากสิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวเรา

  • “ศสา” อดีต ผจก. อ้างขายหุ้นให้ “ออม สุชาร์” เพราะโดนหลอก ปมดรามาฮุบบริษัท

    “ศสา” อดีต ผจก. อ้างขายหุ้นให้ “ออม สุชาร์” เพราะโดนหลอก ปมดรามาฮุบบริษัท

    บางครั้งการตัดสินใจร่วมทุนกับคนใกล้ชิดก็อาจนำมาซึ่งเรื่องราวที่ซับซ้อนและเจ็บปวดกว่าที่คิด เรื่องราวของนักแสดงสาวมากความสามารถอย่าง ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เมื่อความขัดแย้งทางธุรกิจกับอดีตหุ้นส่วนและผู้จัดการส่วนตัวได้ปะทุขึ้นมาสู่หน้าสื่ออีกครั้ง เปิดเผยให้เห็นถึงรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะราบรื่น และนำมาสู่สงครามกฎหมายที่น่าจับตามองในที่สุด

    ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ออม สุชาร์ ได้จับมือกับเพื่อนสนิทอย่าง พริม-ณัฏฐชา และอดีตผู้จัดการส่วนตัวอย่าง ซาซ่า เพื่อร่วมกันสร้างแบรนด์เครื่องสำอางภายใต้ชื่อ “ฟรีบิวตี้” ซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นและมิตรภาพที่แข็งแกร่ง ทั้งสามฝ่ายได้ตกลงแบ่งสัดส่วนการถือครองหุ้นกันอย่างชัดเจน โดย ออม และ พริม ถือหุ้นคนละ 48% ในขณะที่ ซาซ่า ถือหุ้นส่วนที่เหลือ 4% ซึ่งการแบ่งสัดส่วนที่เท่าเทียมกันนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะร่วมสร้างธุรกิจไปด้วยกันอย่างแฟร์ๆ และมุ่งหวังให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    ฟังชัดๆ ใครผิด? “พริม-ศสา” แฉแหลก “ออม สุชาร์” ดอดซื้อหุ้น 4% ฮุบกิจการ 100  ล้าน “แอมป์ พิธาน” โต้แทนอีกมุม

    แต่แล้วความฝันที่เคยสวยงามก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อมีรายงานว่า ออม สุชาร์ ได้ตัดสินใจซื้อหุ้นส่วนของ ซาซ่า ทั้งหมด 4% ทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นของเธอเพิ่มขึ้นเป็น 52% และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในบริษัท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งในเวลาต่อมา จากการเปิดเผยข้อมูลของ ซาซ่า และ พริม ทำให้หลายคนถึงกับอึ้งเมื่อได้รู้ว่าเบื้องหลังของการตัดสินใจซื้อหุ้นในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

    ตามข้อมูลที่ถูกเปิดเผย ซาซ่า อ้างว่าการตัดสินใจขายหุ้นให้กับ ออม นั้นเป็นเพราะได้รับคำโน้มน้าวจาก ออม ว่า พริม มีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจในการบริหารงานบริษัท ทั้งเรื่องการใช้เงินและเรื่องการบริหารจัดการที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวของธุรกิจในที่สุด การที่ ซาซ่า ได้รับฟังข้อมูลจาก ออม ในลักษณะนี้ ทำให้เธอตัดสินใจที่จะขายหุ้นส่วนของตัวเองให้กับ ออม ด้วยความเชื่อใจ เพื่อหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัทได้ แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อการโอนหุ้นเปลี่ยนมือได้เสร็จสิ้นลง ออม สุชาร์ ได้ใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในการเข้าควบคุมบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จ และได้สั่งปลดทุกอย่างที่ พริม เป็นคนดูแลออกทั้งหมด รวมถึงการเปลี่ยนกรรมการบริษัทให้เป็นคนในครอบครัวของเธอเอง

    การกระทำนี้ทำให้ พริม ณัฏฐชา ถึงกับช็อกและรู้สึกว่าเธอถูก “หักเหลี่ยม” อย่างรุนแรง จากการเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจที่เคยไว้วางใจ กลับต้องกลายเป็นคนนอกที่ถูกกีดกันออกจากบริษัทที่ตัวเองมีส่วนร่วมในการปลุกปั้นมาตั้งแต่ต้น ในขณะที่ ซาซ่า เองก็ต้องกลายเป็นพยานสำคัญที่ยืนยันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และกลายเป็นผู้ที่ถูกตั้งคำถามว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องในการสมรู้ร่วมคิดหรือไม่

    เรื่องราวความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังลุกลามไปถึงดาราคนดังในวงการบันเทิงคนอื่นๆ ด้วย เมื่อ น้ำชา-ชีรณัฐ ยูสานนท์ และ คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส ได้ออกมาโพสต์ข้อความที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น น้ำชา ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจว่า “เรื่องเดิม เพิ่มเติมคือคนใหม่” พร้อมด้วยอิโมจิรูปงู ซึ่งข้อความนี้สร้างความฮือฮาและมีการคาดเดาว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับประวัติความขัดแย้งทางธุรกิจในอดีตของเธอกับ พริม ณัฏฐชา ส่วน คิมเบอร์ลี่ ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าเธอไม่ต้องการให้ใครมากล่าวอ้างถึงชื่อของเธอเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ ซาซ่า ได้สิ้นสุดลงไปนานกว่า 10 ปีแล้ว และไม่ต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายในครั้งนี้ ซึ่งการที่ดาราดังหลายคนต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่ตั้งใจนี้ ยิ่งทำให้เรื่องราวของ ออม สุชาร์ กลายเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและดราม่ายิ่งกว่าเดิม\

    “ศสา” อดีต ผจก. อ้างขายหุ้นให้ “ออม สุชาร์” เพราะโดนหลอก ปมดรามาฮุบบริษัท |  ตกมันส์บันเทิง 18 ก.ย.68

    ในขณะที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์กำลังพุ่งสูงขึ้น ออม สุชาร์ ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะเข้าชี้แจงความจริงในรายการชื่อดังอย่าง “โหนกระแส” ซึ่งเป็นเวทีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้เผชิญหน้าและพูดคุยถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และยังมีการเปิดเผยว่า ออม ได้ยื่นฟ้อง ซาซ่า ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในบริษัท ซึ่งการฟ้องร้องนี้จะเป็นการต่อสู้ในเชิงกฎหมายที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยมีการกำหนดวันนัดสืบพยานในศาลในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นบทสรุปสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด

    เรื่องราวความขัดแย้งทางธุรกิจครั้งนี้ของ ออม สุชาร์ จึงเป็นมากกว่าแค่ข่าวคราวในหน้าบันเทิง แต่เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของโลกธุรกิจและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น มันแสดงให้เห็นว่าความไว้ใจที่มากเกินไปอาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด และการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจสามารถทำลายความสัมพันธ์ที่เคยสวยงามได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าในที่สุดแล้วใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามกฎหมายครั้งนี้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ทิ้งบาดแผลลึกๆ ไว้ในใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับทุกคนว่าในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ความซื่อสัตย์และความโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและยั่งยืน.

  • ใบเฟิร์น พิมชนก ไม่มาร่วม! ปฏิเสธตรงๆ ที่จะเข้าร่วมงานของนาย ณภัทร ทุกคนกำลังจับตามองไปที่วันเกิดนี้ด้วยเหตุผลพิเศษ

    ใบเฟิร์น พิมชนก ไม่มาร่วม! ปฏิเสธตรงๆ ที่จะเข้าร่วมงานของนาย ณภัทร ทุกคนกำลังจับตามองไปที่วันเกิดนี้ด้วยเหตุผลพิเศษ

    ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและเรื่องราวที่คาดไม่ถึง บางครั้งเรื่องราวที่เรียบง่ายที่สุดกลับเป็นเรื่องที่สร้างรอยยิ้มและเรียกเสียงหัวเราะได้มากที่สุด และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางเอกสาวแถวหน้าของวงการอย่าง ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ที่ล่าสุดได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องความวุ่นวายที่ต้องเจอในแต่ละวัน และอนาคตในการทำงานที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอย โดยเฉพาะการกลับมาร่วมงานกับคู่จิ้นในตำนานอย่าง นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ ซึ่งการเปิดใจครั้งนี้ของเธอเป็นมากกว่าแค่ข่าวบันเทิง แต่เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติและชีวิตที่ใกล้เคียงกับคนทั่วไปอย่างน่าประทับใจ

    ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ไม่ติด! ร่วมงาน นาย ณภัทร I วันเกิดปีนี้ขอให้ น้องฮ็อบบิท  นิสัยดีขึ้น(คลิปจัดเต็ม)

    ชีวิตของดาราที่ทุกคนมองว่าสมบูรณ์แบบและห่างไกลจากความยุ่งยาก แต่ใครจะรู้ว่าแม้แต่ซุปเปอร์สตาร์ก็ต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายในแบบฉบับของตัวเอง และสำหรับใบเฟิร์นแล้ว ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอตอนนี้กลับไม่ใช่เรื่องงานหรือเรื่องความรัก แต่เป็นเรื่องของเจ้าสี่ขาตัวน้อยที่เธอรักยิ่งกว่าอะไร นั่นก็คือสุนัขตัวแสบของเธอเอง ใบเฟิร์นเล่าด้วยสีหน้าที่มีทั้งความเอ็นดูและความปวดหัวว่า ตอนนี้ชีวิตของเธอแทบจะไม่มีปัญหาอะไรเลยนอกจากความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหมาตัวแสบ ที่มักจะปัสสาวะบนโซฟาหรือเสื้อผ้าที่ซักแล้วใหม่ๆ ทุกครั้งที่มันรู้สึกไม่พอใจหรือแกล้งเธอ ซึ่งเรื่องราวที่น่ารักและน่าเอ็นดูนี้ทำให้เราได้เห็นถึงมุมมองของใบเฟิร์นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความปวดหัวในชีวิตประจำวันแบบที่ใครหลายคนก็ต้องเจอ ทำให้เธอเป็นดาราที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเองมากขึ้นไปอีก

    ความน่ารักของใบเฟิร์นไม่ได้มีเพียงแค่การเล่าเรื่องของเจ้าสี่ขาตัวแสบ แต่เธอยังได้เปิดเผยถึงแผนการฉลองวันเกิดที่กำลังจะมาถึงด้วย เธอเล่าว่าเธอไม่ได้วางแผนอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการ และอาจจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวอย่างเรียบง่าย อาจจะไปทำบุญหรือทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งการเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบติดดินและเรียบง่ายนี้ยิ่งทำให้แฟนๆ รักและชื่นชมในความเป็นธรรมชาติของเธอมากขึ้นไปอีก เธอไม่ได้เป็นดาราที่ต้องมีงานปาร์ตี้หรือการฉลองที่หรูหรา แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและคนที่เธอรัก ซึ่งความเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้เธอโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น

    ในส่วนของชีวิตการทำงาน ใบเฟิร์นยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง เธอเปิดเผยว่าเธอไม่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไรในชีวิต และชอบที่จะค่อยๆ ทำงานแต่ละชิ้นให้ดีที่สุดและทุ่มเทให้เต็มที่ ซึ่งการมีทัศนคติแบบนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าทำไมเธอถึงประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดง และมีผลงานที่คุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง เธอไม่ได้รีบเร่งที่จะไปถึงจุดสูงสุด แต่เลือกที่จะเดินหน้าไปอย่างมั่นคงและมีความสุขกับทุกย่างก้าวในชีวิต

    Baifern vui mừng khi được tái hợp với Nai sau khi người hâm mộ háo hức chờ đợi bộ phim sắp tới của họ | Tin tức giải trí

    แต่ประเด็นที่สร้างความตื่นเต้นและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดคือเรื่องราวของความสัมพันธ์ของเธอกับ นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ ที่แฟนๆ ต่างเฝ้ารอคอยให้ทั้งคู่กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหลังจากที่เคยสร้างปรากฏการณ์ความฟินและเคมีที่เข้ากันในหลายๆ ผลงานที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกับนาย ณภัทร ใบเฟิร์นได้ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีปัญหาเลยค่ะ” ถ้าหากว่าตารางงานของทั้งคู่ลงตัวและมีโอกาสที่เหมาะสม เธอก็พร้อมที่จะกลับไปร่วมงานกับเขาอีกครั้ง ซึ่งคำตอบนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับแฟนคลับที่เฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนาน และยังเป็นสัญญาณที่ดีว่าเราอาจจะได้เห็นทั้งคู่กลับมาสร้างความฟินให้กับแฟนๆ อีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้

    การเปิดใจในครั้งนี้ของใบเฟิร์น พิมพ์ชนก จึงเป็นเหมือนการตอกย้ำว่าเธอคือซุปเปอร์สตาร์ที่ไม่เคยลืมตัวและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับความปวดหัวจากสุนัขตัวแสบ หรือการวางแผนฉลองวันเกิดอย่างติดดิน ทุกอย่างล้วนสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติที่หาได้ยากในวงการบันเทิง นอกจากนี้ การเปิดประตูสู่การทำงานกับนาย ณภัทร อีกครั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความพร้อมที่จะมอบความสุขให้กับแฟนๆ อย่างเต็มที่ และไม่ว่าอนาคตของเธอจะเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องงาน เรื่องความรัก หรือแม้แต่เรื่องความวุ่นวายจากเจ้าสี่ขา สิ่งที่แน่นอนคือ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก จะยังคงเป็นที่รักและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอีกมากมายอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง.

  • “ที่จริงก็กำลังคุยกับคน ๆ หนึ่งอยู่” ใบเฟิร์นออกมาเผย หลังจากที่หมอดูชื่อดังทำนายว่าปีนี้เธอจะมีคนรักที่ยอดเยี่ยม

    “ที่จริงก็กำลังคุยกับคน ๆ หนึ่งอยู่” ใบเฟิร์นออกมาเผย หลังจากที่หมอดูชื่อดังทำนายว่าปีนี้เธอจะมีคนรักที่ยอดเยี่ยม

    ใบเฟิร์นออกมาเผย หลังจากที่หมอดูชื่อดังทำนายว่าปีนี้เธอจะมีคนรักที่ยอดเยี่ยม — คำทำนายนี้ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในสื่อมวลชนไทย ทำให้แฟนคลับและสาธารณชนพูดคุยกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของนักแสดงชื่อดัง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ผู้มีเสน่ห์จากความงดงามอันอ่อนหวานและการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ได้ถูกมองมาอย่างยาวนานว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโรแมนติกและความอ่อนช้อย — และคำทำนายของหมอดูครั้งนี้ยิ่งเพิ่มชั้นความลึกลับให้กับภาพลักษณ์ที่เธอสร้างขึ้นอย่างประณีต

    ตามข้อมูลเชิงสมมติที่เราได้รวบรวมมา หมอดูผู้นี้คือคุณสมชาย ธีรายศินทร์ — บุคคลที่มีชื่อเสียงในการทำนายโชคชะตาตามวันเกิด อนาคต และดวงชะตา ซึ่งดึงดูดเหล่าดาราและคนดังชาวไทยจำนวนมากให้ไป “ดูดวงชีวิต” บ้างก็เล่าว่าคุณสมชายได้ใช้การจัดตำแหน่งของดวงดาวและเดือนเกิดจันทรคติของใบเฟิร์นเพื่อให้คำทำนายว่า: “ปีนี้ คุณใบเฟิร์นจะได้พบกับใครบางคนที่พิเศษ — คนที่จะทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว ทุกอย่างจะมั่นคง และจะรู้สึกถึงความเข้ากันได้ทางจิตใจ”

    ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ให้สัมภาษณ์สื่อจีน Sina Weibo ที่งาน Weibo Night 2024  [2025.01.11]

    ในการสัมภาษณ์สั้น ๆ หลังจากข่าวนี้แพร่กระจาย ใบเฟิร์นถูกกล่าวว่าได้พูดว่า: “ฉันได้ยินคำพูดนั้นจากคุณสมชาย และที่จริงแล้ว ฉันก็กำลังคุยกับใครบางคนอยู่ แต่ตอนนี้ ฉันอยากเก็บทุกอย่างไว้เป็นเรื่องส่วนตัวสักหน่อย ฉันยังไม่พร้อมที่จะแชร์มากกว่านี้” คำพูดของเธอเหมือนจะยืนยันคำทำนายบางส่วน และก็ทำให้แฟน ๆ สงสัยมากขึ้น เพราะยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า “คนนั้น” คือใคร — เพื่อน คนร่วมงาน หรือใครบางคนที่อยู่นอกวงการบันเทิง?

    สังคมเริ่มคาดเดา: บ้างก็ว่าคนนั้นอาจเป็นนักแสดงหน้าใหม่ บ้างก็บอกว่าอาจเป็นคนในทีมงานที่ทำงานใกล้ชิดกัน หรือบางกระแสก็เชื่อว่าอาจเป็นหนุ่มหล่อชาวต่างชาติ — เพราะใบเฟิร์นเคยพูดถึงความปรารถนาที่อยากเจอคู่ชีวิตที่ “เข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และรักในศิลปะ”

    แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากเธอหรือบุคคลที่ถูกคาดเดา แต่ผลกระทบจากคำทำนายได้ทำให้ชาวเน็ตแบ่งเป็นสองฝ่าย: ฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในคำของหมอดู โดยมองว่าดวงดาวและจักรราศีมีผลต่อโชคชะตา อีกฝ่ายกลับสงสัย คิดว่านี่เป็นเพียงกลยุทธ์ทางสื่อ หรือเป็นเพียงคำพูดเพื่อความบันเทิงมากกว่าความจริง

    Baifern Pimchanok Luevisadpaibul (Thai Actress) ⋆ Global Granary

    ผู้ที่เชื่อมั่นมองว่าคำทำนายนี้จะนำโชคดีด้านความรักมาให้ใบเฟิร์น เชื่อว่าปีนี้เธอจะเข้มแข็งขึ้น มั่นใจขึ้น และพร้อมเปิดใจรับรักครั้งใหม่ หลายคนยังเตือนความจำว่า ใบเฟิร์นเคยผ่านความสัมพันธ์มาก่อน และการที่เธอบอกว่า “กำลังคุยกับใครบางคน” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความรักครั้งงดงาม

    ในทางกลับกัน ผู้ที่สงสัยกังวลว่าการพึ่งพาคำทำนายมากเกินไปอาจทำให้ใบเฟิร์นตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสังคม ว่าคำพูดของหมอดูอาจสร้างความคาดหวังมากเกินไป และหากสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามนั้น เธออาจรู้สึกผิดหวัง หรือถูกผู้อื่นล้อเลียน บางข่าวลือถึงขั้นสร้างเรื่องว่าบางสื่ออาจพาดหัวว่า “ใบเฟิร์นผิดหวังเพราะคำทำนายไม่เป็นจริง” หากในที่สุดเธอไม่ได้พบใครตามที่กล่าวไว้

    อย่างไรก็ตาม ใบเฟิร์นก็ยังคงได้รับคำชื่นชมในท่าทีที่สุขุมและรอบคอบของเธอ เธอไม่ได้ปฏิเสธคำทำนาย แต่ก็ไม่ได้ยืนยันอย่างเต็มที่ การที่เธอบอกว่า “กำลังคุยกับใครบางคน” แต่ไม่เปิดเผยชื่อ แสดงให้เห็นว่าเธอต้องการรักษาความเคารพทั้งต่อตัวเองและอีกฝ่าย ป้องกันไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาของสังคมมากเกินไป

    ในวงการบันเทิงไทยปัจจุบัน ที่ข่าวลือเรื่องความรักมักแพร่เร็วกว่าเรื่องจริง คำพูดของใบเฟิร์นได้ช่วยบรรเทาความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน แฟนคลับยังคงสนับสนุนเธอ พร้อมส่งคำอวยพรหากคำทำนายกลายเป็นความจริง หลายคนบอกว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าจะมี “คนรักที่ยอดเยี่ยม” หรือไม่ แต่คือการที่ใบเฟิร์นได้พบใครสักคนที่ใช่ ทำให้เธอมีความสุขอย่างแท้จริง

    หมอปลาย เปิดดวง ใบเฟิร์น เจอเนื้อคู่แล้ว อาจต้องใช้เวลา ใช่คนวงการบันเทิงมั้ย  - ข่าวสด

    หากคำทำนายของคุณสมชายเป็นจริง ปีนี้อาจจะเป็นปีแห่งเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างสำหรับใบเฟิร์น — ไม่เพียงแค่ในอาชีพ แต่รวมถึงชีวิตส่วนตัวด้วย เธออาจจะเปิดเผยความสัมพันธ์ใหม่ หรืออาจเลือกเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ขึ้นอยู่กับความรู้สึกและเวลา

    ท้ายที่สุด เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าคำทำนาย ข่าวลือ และชีวิตส่วนตัวของคนดังสามารถถักทอกันได้อย่างแนบแน่น — และแฟน ๆ รวมถึงสื่อก็มักจะรอคอย สงสัย และปรารถนาที่จะเห็นเรื่องราวโรแมนติกสวยงามเกิดขึ้น ใบเฟิร์นก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ที่งดงามและลึกลับของเธอไว้ — และหาก “คนรักที่ยอดเยี่ยม” ปรากฏขึ้นจริง เธอก็พร้อมจะก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิตด้วยความสงบ มั่นใจ และความรักที่จริงใจ

  • “หมอดูต๊อกแต๊ก” ทำนาย ”ใบเฟิร์น“ ปีนี้มีแฟนแน่ไม่ใช่คนเก่า แต่เป็นหนุ่มระดับตัวท็อปเอเชีย

    “หมอดูต๊อกแต๊ก” ทำนาย ”ใบเฟิร์น“ ปีนี้มีแฟนแน่ไม่ใช่คนเก่า แต่เป็นหนุ่มระดับตัวท็อปเอเชีย

    เรื่องราวของดาราคนดังมักจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับคำทำนายทางโหราศาสตร์อยู่เสมอ และล่าสุด ชื่อของนักแสดงสาวมากความสามารถอย่าง ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของคำทำนายที่สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งวงการบันเทิง เมื่อหมอดูชื่อดังอย่าง ต๊อกแต๊ก A4 ได้ออกมาเปิดเผยคำทำนายที่ว่า ชีวิตรักของเธอจะถึงคราวเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และกำลังจะมีคนพิเศษเข้ามาในชีวิตในเร็วๆ นี้ ซึ่งไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน คำทำนายนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนคลับ แต่ยังทำให้สาธารณชนต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าคำทำนายที่ยิ่งใหญ่นี้จะกลายเป็นความจริงหรือไม่

    Diễn viên nữ Baifern Pimchanok

    คำทำนายของหมอดูต๊อกแต๊ก A4 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าในปีนี้ ดวงความรักของใบเฟิร์นจะโดดเด่นเป็นพิเศษ และมีโอกาสสูงมากที่เธอจะสละโสด และก้าวเข้าสู่สถานะของการมีความสัมพันธ์ที่จริงจังกับใครสักคน คำทำนายนี้มาในช่วงเวลาที่หลายคนกำลังจับตามองสถานะความรักของใบเฟิร์น หลังจากที่เธอเคยเปิดเผยว่าหัวใจยังคงว่าง และมุ่งมั่นกับการทำงานเพียงอย่างเดียว คำทำนายจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับแฟนๆ ที่เฝ้ารอคอยให้เธอกลับมามีรอยยิ้มในเรื่องของหัวใจอีกครั้ง

    สิ่งที่น่าสนใจและสร้างความตื่นเต้นที่สุดในคำทำนายครั้งนี้คือการระบุถึงลักษณะของคนรักคนใหม่ของใบเฟิร์น โดยหมอดูต๊อกแต๊ก A4 ได้กล่าวว่าบุคคลผู้นั้นจะไม่ใช่คนธรรมดา หากเขามาจากวงการบันเทิง เขาจะเป็นถึงระดับซุปเปอร์สตาร์ที่โด่งดังไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่หากเขาไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง เขาก็จะเป็นนักธุรกิจหรือบุคคลที่อยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูง ซึ่งเป็นคนที่มีโปรไฟล์ดีเยี่ยมและมีความเป็น Perfectionist หรือเป็นคนสมบูรณ์แบบที่มองทุกอย่างอย่างละเอียดรอบคอบ

    ลักษณะของคู่ครองที่ถูกทำนายนี้ทำให้หลายคนถึงกับอ้าปากค้างและเริ่มคาดเดาว่าใครคือคนพิเศษที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงชายที่กำลังมาแรงในระดับภูมิภาค หรือนักธุรกิจหนุ่มหล่อไฟแรง ซึ่งคำทำนายยังได้ระบุถึงบุคลิกและรูปร่างหน้าตาที่น่าสนใจอีกด้วยว่า บุคคลผู้นั้นจะเป็นคนที่มีรูปร่างสูง มีเสน่ห์ และมีบุคลิกภาพที่น่ารักเป็นที่ประทับใจ ซึ่งคำทำนายที่เจาะลึกถึงรายละเอียดขนาดนี้ ยิ่งทำให้เรื่องราวดูน่าเชื่อถือและน่าติดตามมากขึ้นไปอีก

    นอกจากนี้ คำทำนายยังได้ระบุถึงช่วงเวลาที่สำคัญอีกด้วย โดยหมอดูชี้ว่าช่วงเวลาทองของความรักครั้งใหม่ของใบเฟิร์นจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงประมาณเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกไม้แห่งความรักของเธอกำลังจะผลิบาน และแม้ว่าในช่วงแรกเธอและคนรักอาจจะพยายามเก็บเรื่องราวความรักครั้งนี้ไว้เป็นความลับ แต่ด้วยออร่าของความรักที่เปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน ก็จะทำให้เรื่องนี้ไม่สามารถปิดบังได้ และจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนในที่สุด

    สิ่งที่ทำให้คำทำนายนี้เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับใบเฟิร์นยิ่งกว่านั้นคือ หมอดูได้กล่าวว่าคนรักคนใหม่คนนี้จะเป็นคนที่ดีที่ช่วยส่งเสริมกันและกัน เขาจะเป็นผู้ที่ช่วยยกระดับชื่อเสียง สถานะ และช่วยให้เธอมีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งการที่คนรักจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและเป็นพลังบวกให้แก่กันและกันในทุกด้าน ถือเป็นความสัมพันธ์ในอุดมคติที่หลายคนต่างใฝ่ฝัน

    “หมอดูต๊อกแต๊ก” ทำนาย ”ใบเฟิร์น“ ปีนี้มีแฟนแน่ไม่ใช่คนเก่า  แต่เป็นหนุ่มระดับตัวท็อปเอเชีย | TOP DARA

    ในโลกที่เต็มไปด้วยความรักที่จบลงและเริ่มต้นใหม่ คำทำนายของหมอดูต๊อกแต๊ก A4 ยังได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ความรักครั้งใหม่ของใบเฟิร์นนี้ไม่ใช่การกลับไปคืนดีกับคนรักเก่าอย่างแน่นอน แต่จะเป็นการเริ่มต้นใหม่กับคนใหม่ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มชีวิตของเธอให้สมบูรณ์และมีความสุขมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นเหมือนการปิดฉากบทเก่าและก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิตอย่างสง่างามและไร้ข้อกังขา

    นอกเหนือจากเรื่องความรักแล้ว หมอดูยังได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ใบเฟิร์นอีกด้วย โดยแนะนำให้เธอเดินทางไปไหว้เทพเจ้าจีน เช่น องค์กวนอูและเจ้าแม่กวนอิม เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตและช่วยให้พลังงานบวกต่างๆ เข้ามาสู่ตัวเธอมากขึ้น ซึ่งคำแนะนำนี้แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่หมอดูมีให้แก่เธอ และยังเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เขากำลังทำนายนี้คือความหวังดีที่อยากให้เธอประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน

    บทสรุปของคำทำนายครั้งนี้คือการยืนยันว่าปีนี้จะเป็นปีทองของใบเฟิร์น พิมพ์ชนก อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ในเรื่องของงานและเงินที่กำลังไปได้สวย แต่รวมถึงเรื่องของความรักที่กำลังจะเข้ามาช่วยเติมเต็มหัวใจให้มีความสุขและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น คำทำนายที่แม่นยำและเจาะลึกขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างมาก และไม่แน่ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นเรื่องราวความรักครั้งใหม่ที่สวยงามของซุปเปอร์สตาร์สาวคนนี้ปรากฏขึ้นตามที่คำทำนายได้กล่าวไว้ก็เป็นได้.

  • “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” เปิดใจ หลัง “ท็อป จรณ” เผยถึงรักครั้งเก่า ใช่ตัวเองไหม ?

    “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” เปิดใจ หลัง “ท็อป จรณ” เผยถึงรักครั้งเก่า ใช่ตัวเองไหม ?

    ฟังจากปากสาว ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก หลังพระเอกหนุ่ม ท็อป จรณ พูดออกรายการดัง เล่าถึงรักเก่าที่ดีที่สุด จนหลายคนจับโยงมาถึงนางเอกสาว เผยไม่รู้หมายถึงใคร ตัวเอกมูฟออนมานานแล้ว อนาคตสามารถร่วมงานได้ไหม คงต้องดูจังหวะเวลา

    เปิดใจ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก หลังถูกโยงประเด็นที่หนุ่ม ท็อป จรณ พูดผ่านรายการดังถึงอดีตคนรักเก่าที่รักที่สุด และสามารถเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้ นางเอกสาวบอกไม่แต่ใจสื่อถึงใคร ส่วนตัวมูฟออนมานานมากแล้ว

    จากกรณีที่พระเอกดัง ท็อป จรณ โสรัตน์ ได้ไปร่วมรายการดัง แล้วบางช่วงมีการพูดคุยถึงเรื่องความรักในอดีต แล้วเจ้าตัวเล่าถึงรักครั้งที่ดีที่สุด ยินดีกับการที่ปัจจุบันเธอประสบความสำเร็จ และตัวเองก็ไม่ติดที่จะเป็นเพื่อนกับแฟนเก่า

    ทำเอาแฟนรายการและชาวเน็ตพากันคาดเด่าไปว่าหนุ่ม ท็อป จรณ นั้นหมายถึงใคร แต่ส่วนใหญ่ก็คิดเห็นไปในทิสทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นนางเอกสาว ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์

    ภาพจาก : baifernbah

    และล่าสุดสาว ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ได้มาร่วมงาน Lenskart แบรนด์แว่นตาระดับโลก เปิดตัว Face of Lenskart และได้มีโอกาสเปิดใจพูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังกันว่า

    ได้เห็นแว้บๆ แต่ว่าใช่เราไหม ไม่ทราบจริง ๆ มันก็นานมากแล้ว อันนี้ตอบไม่ได้จริงๆ เพราะว่ามันก็นานมากแล้ว ก็ไม่แน่ใจโดยบริบทก็อาจจะโยงกันไปเอง สำหรับเฟิร์นอาจจะไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะเฟิร์นเองในทุกความรักที่เคยเกิดขึ้นเฟิร์นมั่นใจว่าเฟิร์นเต็มที่และดีที่สุดในทุกครั้งค่ะ

    ส่วนที่เขาบอกว่าสามารถเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้ สาว ใบเฟิร์น ก็ตอบว่า เขาหมายถึงคนไหน(ยิ้ม) อันนี้เฟิร์นตอบแทนเขาไม่ได้จริง ๆ ค่ะ แต่สำหรับเฟิร์นไม่มีอะไรเพราะว่ามันก็นานมากแล้ว เฟิร์นก็ใช้ชีวิตมูฟออน ทำงานทำการกันไปนานมากแล้ว

    ถามว่าสามารถร่วมงานกันได้ไหม? “จะให้หนูรับงานเพิ่มตอนนี้เลยหรอคะ อีกประมาณ 2-3 ปีได้ค่ะ เดี๋ยวว่ากัน ไม่ได้เจอกันเลย อย่างที่บอกว่าเฟิร์นอยู่ในป่าในเขา ข่าวก็เพิ่งเห็นก่อนมานี่แว้บๆ เองค่ะ ไม่มีสัญญานไม่มีอะไรเลย ถ้ามีงานด้วยกัน เฟิร์นไม่มีปัญหาค่ะ อยู่ที่คิวของเฟิร์นซะมากกว่าว่าจะได้ช่วงไหน แต่ติดต่อเข้ามาก่อนได้ค่ะ”

    และเมื่อถามถึงเรื่องหัวใจ? “ว่างมากค่ะ ก็ยังทำงาน 100% ค่ะ แฟนมันหายากว่างจริง ๆ หัวใจว่างแต่กายไม่ว่างเลย”

  • “อ.ตฤณห์”แจงยิบ หลังทัวร์ลงปมวิเคราะห์“ออม สุชาร์”เหลี่ยม-เปิดเหตุผลทำกระจ่าง

    “อ.ตฤณห์”แจงยิบ หลังทัวร์ลงปมวิเคราะห์“ออม สุชาร์”เหลี่ยม-เปิดเหตุผลทำกระจ่าง

    ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วและไม่อาจคาดเดาได้ บางครั้งการแสดงความคิดเห็นเพียงคำเดียวในพื้นที่สาธารณะก็อาจจุดชนวนให้เกิดกระแสร้อนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เรื่องราวที่กำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้คือประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างนักแสดงสาวชื่อดัง ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง และนักอาชญาวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์อย่าง ดร. ตฤณ โพธิรักษ์ ซึ่งทั้งคู่ได้เข้าสู่วงโคจรความขัดแย้งในลักษณะที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และบทสรุปของเรื่องราวนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความรู้สึกในโลกยุคดิจิทัล

    จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ ดร. ตฤณ ได้รับเชิญให้ไปออกรายการทีวีชื่อดังอย่าง “โหนกระแส” ซึ่งเป็นรายการที่มักจะนำเสนอประเด็นสังคมที่กำลังเป็นที่ถกเถียงและสนใจจากสาธารณชน ในวันนั้นรายการได้หยิบยกเรื่องราวความขัดแย้งทางธุรกิจระหว่าง ออม สุชาร์ กับอดีตหุ้นส่วนมานำเสนออีกครั้งหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้เคยออกมาให้ข้อมูลในรายการไปก่อนหน้านี้แล้ว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม ดร. ตฤณ ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลที่ปรากฏและนำเสนอในรายการ

    ดร. ตฤณห์ โพสต์ทันควัน! หลัง "ออม สุชาร์" ลั่นงอน ไม่พร้อมเจอ !!!

    การวิเคราะห์ของ ดร. ตฤณ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โดยเขาได้อธิบายถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในกรณีนี้จากมุมมองทางอาชญาวิทยาและสังคมศาสตร์ เขาชี้ให้เห็นว่าการกระทำที่ฝ่ายหนึ่งพูดคุยตกลงกันด้วยวาจา แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับใช้เอกสารทางกฎหมายที่มีข้อความที่แตกต่างออกไปนั้น เป็นพฤติกรรมที่สามารถนิยามได้ว่าเป็นการกระทำที่เรียกว่า “เหลี่ยม” ซึ่งในบริบทของภาษาไทย คำนี้มักจะหมายถึงการกระทำที่เจ้าเล่ห์, ไม่ตรงไปตรงมา หรือการใช้กลวิธีที่แยบยลเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งการใช้คำนี้เพียงคำเดียวก็เพียงพอที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับบรรยากาศในรายการและในโลกออนไลน์อย่างมหาศาล

    ทันทีที่คำว่า “เหลี่ยม” หลุดออกมาจากปากของ ดร. ตฤณ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากฝั่งที่สนับสนุน ออม สุชาร์ ที่มองว่าการใช้คำนี้เป็นการตัดสินและปรักปรำ ออม โดยที่ยังไม่ได้รับฟังความจริงจากปากเธอ ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีข่าวออกมาว่า ออม สุชาร์ รู้สึกไม่สบายใจและไม่พร้อมที่จะไปเผชิญหน้ากับ ดร. ตฤณ ในรายการเดียวกันเพื่อชี้แจงความจริงในมุมของเธอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ประเด็นร้อนแรงขึ้นไปอีก เนื่องจากสาธารณชนต่างตั้งคำถามถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ออมตัดสินใจเช่นนั้น

    ในขณะที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์กำลังพุ่งถึงขีดสุด ดร. ตฤณ ก็ได้ออกมาชี้แจงในมุมของตนเองผ่านช่องทางต่างๆ เขาอธิบายอย่างละเอียดว่าการวิเคราะห์ของเขาเป็นไปตามหลักการทางวิชาการและสังคมศาสตร์อย่างแท้จริง และไม่ได้มีเจตนาที่จะตัดสินหรือปรักปรำใครในทางกฎหมาย คำว่า “เหลี่ยม” ที่เขาใช้นั้นเป็นเพียงการวิเคราะห์พฤติกรรมตามหลักการที่ว่าด้วยการใช้กลวิธีที่ไม่ตรงไปตรงมาเพื่อเอาชนะในทางธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสังคม ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมเหล่านั้นจะต้องผิดกฎหมายเสมอไป

    ดร. ตฤณ ยังได้กล่าวอีกว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของ ออม สุชาร์ ที่อาจจะรู้สึกไม่ดีกับคำพูดของเขา และได้ขอโทษหากคำพูดของเขาไปกระทบกระเทือนจิตใจของเธอโดยไม่ตั้งใจ เขาชี้ให้เห็นว่าในฐานะนักวิชาการ เขามีหน้าที่ในการวิเคราะห์และอธิบายพฤติกรรมตามข้อมูลที่มี แต่ในฐานะมนุษย์ เขาก็เข้าใจถึงความรู้สึกที่เปราะบางของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดัน

    บทสรุปของเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าคดีความทางธุรกิจจะสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ แต่ร่องรอยของความรู้สึกที่ถูกทำร้ายจากคำพูดและการตัดสินจากสังคมก็ยังคงอยู่ ความละเอียดอ่อนของความรู้สึกและคำพูดได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนต้องระมัดระวังมากขึ้นในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ เรื่องราวของ ออม สุชาร์ และ ดร. ตฤณ โพธิรักษ์ จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิจารณ์ หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดียในการแสดงออกถึงความคิดเห็น

    “อ.ตฤณห์”แจงยิบ หลังทัวร์ลงปมวิเคราะห์“ออม  สุชาร์”เหลี่ยม-เปิดเหตุผลทำกระจ่าง | TOP DARA

    สุดท้ายนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดในทางกฎหมาย แต่ในทางความรู้สึกแล้ว ทั้งคู่ต่างก็ต้องแบกรับบาดแผลทางใจที่เกิดขึ้นจากการปะทะคารมในที่สาธารณะ บทเรียนจากเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าการใช้คำพูดที่รอบคอบและการให้เกียรติซึ่งกันและกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้สังคมของเราเดินไปข้างหน้าได้อย่างสันติสุขและปราศจากความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น.

  • “ออม สุชาร์” ตัดจบ ! ควัก 25 ล้าน ซื้อหุ้นคืน 48% จากอดีตหุ้นส่วน “พริม ณัฐชา”

    “ออม สุชาร์” ตัดจบ ! ควัก 25 ล้าน ซื้อหุ้นคืน 48% จากอดีตหุ้นส่วน “พริม ณัฐชา”

    ในโลกที่ความสัมพันธ์และธุรกิจมักจะเดินควบคู่กันไปอย่างซับซ้อน เรื่องราวของนักแสดงสาวมากความสามารถอย่าง ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง กำลังเป็นที่พูดถึงในฐานะกรณีศึกษาที่น่าสนใจของวงการบันเทิงไทย หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับมรสุมทางกฎหมายที่ยืดเยื้อมานานร่วมปี ในที่สุดเธอก็สามารถคลี่คลายปมปัญหาที่หนักอึ้งนี้ได้สำเร็จ ด้วยการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้ออิสรภาพทางธุรกิจกลับคืนมาในมือของตัวเองอีกครั้ง

    หลายคนคงยังจำได้ถึงข่าวคราวเมื่อช่วงปีก่อน ที่นักแสดงสาวต้องตกเป็นจำเลยในคดีฟ้องร้องเรื่องการบริหารงานบริษัท “คลีน บิวตี้” ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตภัณฑ์ความงามที่เธอปลุกปั้นมากับมือตั้งแต่ต้น เรื่องราวเริ่มต้นจากความขัดแย้งกับหุ้นส่วนเก่าที่นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและประเด็นการถือครองหุ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในแบรนด์ “คลีน บิวตี้” ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

    สรุปไทม์ไลน์ ปิดคดี “ออม สุชาร์“ ไกลเกลี่ย สำเร็จ ซื้อหุ้นคืน48% | INN News  | LINE TODAY

    การต่อสู้ในชั้นศาลไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับออมที่ต้องแบกรับทั้งภาระทางธุรกิจและแรงกดดันจากสาธารณชน การขึ้นโรงขึ้นศาลแต่ละครั้งคือการเผชิญหน้ากับความเครียดและความไม่แน่นอน บทเรียนนี้สอนให้เธอได้เรียนรู้ว่าในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ความเชื่อใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นคงได้ตลอดไป ทุกย่างก้าวต้องอาศัยความรอบคอบและความเข้าใจในข้อกฎหมายอย่างถ่องแท้

    แต่ในที่สุด แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็ปรากฏขึ้น เมื่อล่าสุดออม สุชาร์ ได้เดินทางไปยังศาลและแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการถึงข้อสรุปของคดีความที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอย ด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและสีหน้าที่โล่งอก เธอเปิดเผยว่าได้บรรลุข้อตกลงในการไกล่เกลี่ยกับหุ้นส่วนเก่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตัดสินใจที่จะซื้อหุ้นทั้งหมด 48% ของบริษัท “คลีน บิวตี้” กลับคืนมาด้วยมูลค่าสูงถึง 25 ล้านบาท เพื่อยุติปัญหาที่คาราคาซังทั้งหมด

    การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำธุรกรรมทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อซื้อ “สันติภาพ” และ “ความสบายใจ” ที่ประเมินค่าไม่ได้ ออมให้สัมภาษณ์ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอต้องเผชิญกับความกดดันและความทุกข์ใจอย่างหนักหน่วง การต่อสู้ในชั้นศาลไม่เพียงแต่บั่นทอนกำลังใจ แต่ยังทำให้เธอรู้สึกว่าต้องหยุดชะงักและไม่มีโอกาสได้เดินหน้าทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเลือกที่จะยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อปิดฉากความขัดแย้งทั้งหมด และเดินหน้าสู่บทใหม่ของชีวิตและธุรกิจอย่างเต็มภาคภูมิ

    หลายคนอาจมองว่าตัวเลข 25 ล้านบาทเป็นจำนวนเงินที่สูงลิ่ว แต่สำหรับออมแล้ว นี่คือการก้าวผ่านบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต เธอเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือนกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน และในที่สุดวันนี้เธอก็สามารถตื่นจากฝันนั้นได้อย่างเต็มตา การกลับมาเป็นเจ้าของบริษัทในสัดส่วน 100% คือการเปิดประตูบานใหม่สู่การทำงานอย่างอิสระและไร้ข้อจำกัด เธอสามารถที่จะกลับมาบริหารแบรนด์ที่เธอรักอย่างเต็มที่อีกครั้ง และทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพออกสู่ตลาด และที่สำคัญที่สุดคือการกอบกู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของแบรนด์ “คลีน บิวตี้” ให้กลับคืนมาในใจผู้บริโภคอีกครั้ง

    "ออม สุชาร์" ตัดจบ ! ควัก 25 ล้าน ซื้อหุ้นคืน 48% จากอดีตหุ้นส่วน "พริม  ณัฐชา" | Apop Today Online

    ในบทสัมภาษณ์ล่าสุด ออมยังได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เธอตลอดช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนพ้อง หรือแฟนคลับทุกคนที่คอยอยู่เคียงข้างและเชื่อมั่นในตัวเธอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้เธอยืนหยัดและต่อสู้จนถึงที่สุด เรื่องราวของออม สุชาร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวคราวในหน้าบันเทิง แต่ยังเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าสำหรับทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิต

    ความสัมพันธ์ที่พังทลายอาจนำมาซึ่งบทเรียนอันเจ็บปวด แต่การเลือกที่จะลุกขึ้นสู้และก้าวข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านั้นต่างหากที่จะนิยามความเป็นตัวเรา การทุ่มเงิน 25 ล้านบาทของออม สุชาร์ อาจจะเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แต่เบื้องหลังตัวเลขนั้นคือเรื่องราวของความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความรักที่เธอมีต่อสิ่งที่เธอทำอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เธอกลับมาผงาดในเส้นทางธุรกิจได้อย่างสง่างามอีกครั้ง และเรื่องราวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายคนที่กำลังท้อแท้กับปัญหา ให้กล้าที่จะเผชิญหน้าและก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ในที่สุด.

  • La fille du milliardaire éclabousse une vieille femme pauvre et rit… Mais le lendemain, tout change

    La fille du milliardaire éclabousse une vieille femme pauvre et rit… Mais le lendemain, tout change

    Dans le monde de la haute société, où l’argent dicte les règles et où l’opulence est une armure contre les soucis du commun des mortels, la vie d’Anita, fille unique de l’illustre milliardaire Chif Okoro, semblait être un conte de fées sans fin. Élevée dans le luxe, Anita était l’incarnation même de la génération dorée : capricieuse, insouciante, et surtout, cruelle. Elle pensait que le monde tournait autour d’elle, et que la richesse de son père lui donnait un droit absolu sur tout et sur tous, y compris le droit de se moquer de ceux qui n’avaient rien. Son histoire, tragique et sombre, est une leçon de vie qui nous rappelle que le respect ne s’achète pas et que la cruauté, même la plus insignifiante, peut avoir des conséquences dévastatrices.

    Le jour qui a fait basculer la vie d’Anita a commencé comme tous les autres. Le soleil brillait sur sa voiture de sport flambant neuve, une voiture que son père lui avait offerte pour son anniversaire. Au volant, elle parcourait les rues, insouciante et pleine de cette arrogance qui caractérise les nantis. C’est à ce moment précis qu’elle a aperçu une vieille femme, courbée par le poids des années, marchant lentement sur le bord de la route. Loin de ralentir ou de faire attention, Anita a souri, un sourire teinté de mépris, et a délibérément roulé dans une flaque d’eau. La boue a giclé, recouvrant la robe de la vieille femme et la laissant abasourdie, humiliée. Loin de ressentir le moindre remords, Anita a éclaté de rire, a filmé la scène et l’a partagée avec ses amis, commentant que les pauvres « ne savaient pas rester à leur place ». Elle pensait que c’était une blague, une simple distraction dans sa journée parfaite. Mais le destin, implacable, avait décidé que cette humiliation ne resterait pas impunie.

    La fille du milliardaire éclabousse une vieille femme pauvre et rit… Mais  le lendemain, tout change

    Le lendemain, la bulle de perfection d’Anita a explosé. Sans aucune alerte, sans aucun signe avant-coureur, la fortune de son père s’est évanouie. Une fraude financière massive, orchestrée dans l’ombre par des ennemis que Chif Okoro pensait avoir sous son contrôle, a anéanti toute leur fortune en quelques heures. Ils sont passés de milliardaires à sans-abris, du sommet de la chaîne alimentaire à la misère la plus totale. Leurs amis se sont volatilisés, les portes de leur manoir se sont fermées, et Anita, autrefois adulée, est devenue un paria. Elle a dû affronter la faim, le froid et le regard de mépris des autres, ces mêmes regards qu’elle avait jetés aux pauvres toute sa vie. Elle ne comprenait pas comment une telle catastrophe avait pu se produire, comment leur empire, si puissant, avait pu s’effondrer si rapidement.

    Dans sa détresse, Anita a rencontré un visage familier : Patience, son ancienne domestique. Loin de se moquer de sa situation, Patience a fait preuve de la plus grande compassion. Elle l’a accueillie, lui a donné à manger et lui a soufflé une idée qui n’aurait jamais traversé l’esprit d’Anita : et si leur chute n’était pas une simple coïncidence financière, mais le résultat d’une cause spirituelle ? Intriguée et désespérée, Anita a suivi les conseils de Patience et a rendu visite à un spiritualiste du village, un homme connu sous le nom de Baba. L’homme a écouté son histoire, a fermé les yeux, et a révélé une vérité glaçante.

    Baba a révélé qu’il avait vu une femme, une femme âgée, dont le visage était couvert de boue. Il a expliqué que cette femme était une âme puissante, protégée par des esprits anciens, des gardiens de la justice qui ne toléraient pas l’arrogance et la cruauté. L’acte d’Anita n’était pas un simple acte de malice, mais une insulte aux esprits, une provocation qui a été punie par la destruction de la fortune de son père. Le message était clair : pour que la malédiction soit levée, pour que la famille retrouve sa richesse, il fallait qu’Anita retrouve la vieille femme et qu’elle lui demande pardon, humblement et sincèrement. L’ancienne arrogance d’Anita s’est transformée en désespoir, son mépris en espoir. Elle n’avait plus le choix, elle devait trouver cette femme pour sauver sa famille.

    La quête d’Anita a commencé. Elle a parcouru le village, demandant à tous si quelqu’un connaissait une vieille femme salie par la boue. Après des jours de recherches désespérées, elle a finalement trouvé son nom, Mamaki, et l’endroit où elle vivait. Le cœur battant d’espoir, elle s’est précipitée chez la vieille femme. Mais une fois de plus, le destin a été cruel. Quand elle est arrivée, elle a appris que Mamaki était décédée la nuit précédente. Le dernier espoir d’Anita s’est envolé. Elle est retournée voir Baba, le cœur brisé. Le spiritualiste a confirmé la plus grande de ses peurs. Puisque Mamaki était morte avec le souvenir de la cruauté d’Anita toujours présent dans son esprit, la malédiction était désormais permanente.

    La chute de la famille Okoro était irréversible. Anita et son père ont été vus errant dans les rues, des mendiants, obligés de faire la manche pour survivre. Ils ont dû endurer les moqueries, les regards de mépris, et les mêmes humiliations qu’ils avaient infligées aux autres. C’est dans la misère qu’ils ont finalement compris le sens de la dignité, de l’humilité et de la compassion. Ils ont réalisé que la vraie richesse n’était pas dans l’argent qu’ils possédaient, mais dans la façon dont ils traitaient les autres. L’histoire d’Anita est une mise en garde. Elle nous rappelle que le respect ne se donne pas qu’aux puissants, mais à chaque être humain. La gentillesse ne coûte rien, mais elle peut tout sauver. La cruauté a un prix, et parfois, il est si élevé qu’on ne peut jamais le rembourser.